หน้าที่หลักของมันไม่ใช่แค่การเปิด-ปิดธรรมดา แต่ต้องมีความแข็งแรงสูงมากเพื่อต้านทานแรงลม รักษาสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิภายในอาคาร รวมถึงป้องกันนกและสัตว์ต่าง ๆ ไม่ให้เข้าไปทำความเสียหายแก่เครื่องบินหรือทรัพย์สินด้านใน
ประเภทของประตู Hangar สามารถแบ่งออกได้ตามกลไกการเปิด-ปิด ดังนี้ :
- Sliding Doors (แบบเลื่อน)
เป็นแบบที่นิยมที่สุดสำหรับโรงเก็บเครื่องบินขนาดใหญ่ แบ่งย่อยได้เป็น:
- Bi-Parting: ประตูแยกออกซ้าย-ขวาจากตรงกลาง
- Unidirectional: แผ่นประตูทั้งหมดเลื่อนเก็บไปด้านใดด้านหนึ่ง
- Floating/Individually Driven: แผ่นประตูแต่ละบานแยกจากกันอิสระ สามารถเลื่อนไปจอดไว้ตรงไหนก็ได้ตามราง เพื่อเปิดช่องเฉพาะจุดที่ต้องการ
- Vertical Lift Doors (แบบยกขึ้นแนวดิ่ง)
นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีจำกัด ไม่สามารถทำรางเลื่อนออกด้านข้างได้:
- Vertical Lift Fabric Doors: ใช้โครงโลหะหุ้มด้วยผ้าใบไวนิลความแข็งแรงสูง เวลายกจะพับทบกันขึ้นไปด้านบน ข้อดีคือมีน้ำหนักเบาและทนการกัดกร่อนได้ดี
- Rigid Vertical Lift: เป็นแผ่นประตูแข็ง (เหล็กหรืออะลูมิเนียม) ที่ยกขึ้นไปเก็บไว้เหนือช่องเปิด
- Aperture Doors (แบบมีช่องลอด)
เป็นประตูที่มีการเจาะช่องพิเศษ (Tail Gates) ไว้ตรงกลางด้านบน เพื่อให้ส่วนหาง (Vertical Stabilizer) ของเครื่องบินขนาดใหญ่ลอดผ่านเข้ามาได้โดยไม่ต้องเปิดประตูทั้งบานจนสุด ช่วยประหยัดพลังงานและการรักษาอุณหภูมิภายใน
- Bifold Doors (แบบพับสองส่วน)
ประตูจะพับครึ่งกลางแล้วยกขึ้นไปด้านบนคล้ายหลังคา เหมาะสำหรับโรงจอดเครื่องบินขนาดเล็กถึงกลาง (General Aviation) เช่น เครื่องบินส่วนตัวหรือเฮลิคอปเตอร์







