ประตูหมุน หรือ Revolving Door โดยทั่วไปสามารถแบ่งประเภทตามจำนวนบานประตูและระบบการทำงานได้ดังนี้
- แบ่งตามจำนวนบาน (Number of Wings)
จำนวนบานจะส่งผลต่อพื้นที่ว่างภายในช่องหมุนและความเร็วในการระบายคน:
- แบบ 2 บาน (2-Wing): มีพื้นที่กว้างที่สุดภายในช่องหมุน เหมาะสำหรับอาคารที่คนพลุกพล่าน หรือต้องเข็นรถเข็นกระเป๋า/รถเข็นวีลแชร์ผ่านได้สะดวก มักมาพร้อมประตูบานสวิงตรงกลางสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน
- แบบ 3 บาน (3-Wing): เป็นสมดุลที่ดีระหว่างความสวยงามและการประหยัดพลังงาน ให้พื้นที่ทางเดินที่กว้างกว่าแบบ 4 บานเล็กน้อย และยังคงประสิทธิภาพการกันลมได้ดี
- แบบ 4 บาน (4-Wing): เป็นรูปแบบมาตรฐานที่นิยมที่สุด ช่วยให้การจราจรแบบ 2 ทาง (เข้าและออกพร้อมกัน) ทำได้ไหลลื่นและเป็นระเบียบ
2. แบ่งตามระบบการทำงาน (Operation Types)
- Manual (แบบผลัก): ผู้ใช้งานต้องออกแรงผลักเอง ประตูจะหมุนตามแรงเหวี่ยง มักใช้ในอาคารที่คนไม่หนาแน่นมาก
- Automatic (แบบอัตโนมัติ): ทำงานด้วยเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เมื่อมีคนเดินเข้าใกล้ประตูจะหมุนเองโดยอัตโนมัติ และหยุดเมื่อไม่มีคนใช้งาน
- Security (แบบรักษาความปลอดภัย): ออกแบบมาเพื่อจำกัดการเข้า-ออกโดยเฉพาะ มักเชื่อมต่อกับระบบคีย์การ์ดหรือสแกนลายนิ้วมือ เพื่อป้องกันไม่ให้คนแอบเดินตามกันเข้าไป (Anti-tailgating)
3. ลักษณะของบานประตู (Door Leaf Features)
บานประตูหมุนไม่ได้มีแค่กระจกแผ่นเรียบๆ แต่มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
- วัสดุโครงสร้าง: ส่วนใหญ่นิยมใช้ Full Glass (กระจกเปลือย) เพื่อความโปร่งตาและทันสมัย หรือแบบ Aluminum Frame (กรอบอลูมิเนียม) เพื่อความแข็งแรงและเน้นดีไซน์ของตัวอาคาร
- การซีลขอบ (Weather Stripping): ขอบบานประตูจะมีแปรงขนหรือแถบยาง (Horsehair Brushes) เพื่อปิดช่องว่างระหว่างบานประตูพับกับผนังโค้ง ช่วยป้องกันฝุ่น เสียง และรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร
- ระบบพับเก็บ (Collapsible/Breakout): ในกรณีฉุกเฉินหรือไฟไหม้ บานประตูสามารถพับเข้าหากันเพื่อเปิดทางให้คนวิ่งสวนออกมาได้โดยตรงตามมาตรฐานความปลอดภัย
- กระจกนิรภัย: โดยปกติจะใช้กระจกเทมเปอร์ (Tempered Glass) หรือกระจกลามิเนต (Laminated Glass) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากเกิดการกระแทก





